วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

คุยกับลูกวัยรุ่น...ไม่วุ่นอย่างที่คิด

อืม...ในฐานะที่ตัวจันทร์เจ้าเองเป็นวัยรุ่นน่ะ ค่ะ ก็มีเรื่องมาฝากบรรดา พ่อ,แม่ที่ยังคงไม่เข้าใจในความคิดของบรรดาลูก ทั้งลูกหญิงและลูกชายทั้งหลายแหล่ ทั้งเรื่องความคิดของ เรื่องสังคม รวมถึงเรื่องเล็กน้อย เช่น การมีสไตล์ การคบเพื่อน (อันนี้ พ่อ,แม่จะห่วงมากเป็นพิเศษ) จึงอยากไห้เข้าใจใหม่ว่า เรื่องทั้งหมด เราแก้ใขได้ค่ะ ก็...ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อแม่ของวัยรุ่นจะเจออาการประเภทกระแทกเท้า และ ประตูห้องนอนดัง ปั้งงงงง... ถามคำตอบคำ หรือถอนหายใจหนักๆตลอดเวลาที่คุยด้วย  เทคนิคการคุยกับลูกวัยรุ่นนั้น จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่คนเป็นพ่อแม่ทุกคนจะต้องรู้และเข้าใจสิ่งที่ลูกเป็นเพื่อไห้ลูกก้าวสู่บรรไดอีกขั้นของชีวิตได้อย่างถูกต้อง

คุยกับวัยรุ่น..ไม่วุ่นอย่างที่คิด
 1.เข้าใจ และยอมรับ วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง พ่อแม่จึงควรเข้าใจและหาทางรับมือกัพฤติกรรมต่างๆอย่างเหมาะสม เช่น วิธีการจู้จี้ ขี้บ่นหรือเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของเขา ถ้าหากไม่ใช่เรื่องไหญ่ก็อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บ้างแต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกินขอบเขต ก็ต้องจัดการไห้ชัดเจน เช่นหากลูกหนีโรงเรียน ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือ ดุด่า ว่าเกินกว่าเหตุ แต่ควรจะค่อยๆพูดคุยกับลูกอย่าง
เป็นเหตุเป็นผล เพื่อไห้ทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียน โดยอาจขอความร่วมมือจากครูที่ปรึกษาอีกทางหนึ่ง
2.สอนให้น้อยฟังให้มาก การพูดคุยกันอย่างเปิดเผยจะทำไห้พ่อแม่เข้าใจและเข้าถึงโลกของวัยรุ่นได้และทุกครั้งที่คุยกับลูก ให้ทิ้งประเด้นไว้เสมอว่า "ถ้าลูกมีปัญหาอะไรบอกพ่อแม้ใด่น่ะ"และเมื่อลูกบอกควรจะฟังให้้มากๆแล้วสอนไห้น้อยลงและฝึกให้ลูกใช้ความคิดกับตัวเองไห้มากขึ้น จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่าสำหรับเด็กสมัยนี้
3.ท่าทีของพ่อแม่ ควรมีท่าทีที่ตั้งใจฟังและสดงออกถึงความปราถนาดีต่อลูกยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างแทนการปฏิเสธที่มีเหตุผลของลูก ในขณะเดียวกันหากเห็นว่าลูกยังคิดไม่รอบคอบ หรือคิดต่างไปก็ควรแสดงเหตุผลมุมมองที่แตกต่างนั้น
4.ชื่นชมชื่นใจ เด็กวัยนี้ต้องการความเชื่อถือจากพ่อแม่ สิ่งที่น่าจะไห้กับลูกคือคำพูดหรือท่าทีแสดงไห้รู้ว่า "ลูกคือคนที่พ่อแม่เชื่อใจ ถึงเวลาแล้วลูกจะมีความรับผิดชอบเองได้"โดยอาจเริ่มจากคำชมเล็กๆน้อยๆและสอนให้ลูกรู้จักความภาคภูมิใจในความดีของตนเองด้วยต่อไปลูกจะเรียนรู้ที่จะเห็นคุนค่าของตนเอง
5.เลี่ยงคำว่า"ทำไม"ไม่ควรตั้งคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า"ทำไม"เพราะลูกจำพยายามหาเหตุผลที่เข้าข้างตนเองเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เค้าคิดนั้นถูกต้องแล้ว ซึ่งเท่ากับเป็นการสอนให้เถียงแบบค้างๆคูๆแต่ควรเปลี่ยนคำภามเป็นคำถามปลายเปิดว่า"อะไร"หรือ"อย่างไร"จะช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนมุมมองขของลูกได้ดีกว่าส่งเสริมการแก้ใขปรับปรุงได้มากกว่า เช่น พอจะบอกได้ไหมว่าลูกทำแบบนั้นเพราะอะรัย เกิดอะไรขึ้นไหนลองเล่าให้พ่อแม่ฟังหน่อยสิ..
6.ติเพื่อก่อ อย่าด่วนตำหนิ ก่อนที่ลูกจะพูดจบควรให้โอกาสลูกใด้อธิบาย ซึ่งหากทำผิดจริงก็ควรจะตำหนิที่พฤติกรรมดีกว่าตำหนิที่ตัวตนว่า ลูกเป็นเด็กไม่ดี และไม่ควรพูดอบรมสั่งสอนมากเกินไป เพราะไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความสำพันธ์ระหว่างกัน แต่การพูดคุยในลักษณะนี้ซ้ำๆเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยมากขึ้น


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น