วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รู้ไว้ไม่เสียหลาย วิธีการป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือนเบื้องต้น

การป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือน
การลดความเสียหายจากน้ำท่วมสามารถทำได้โดยให้น้ำอยู่ห่างจากโครงสร้าง ให้น้ำหมดไปจากโครงสร้าง และให้โครงสร้างอยู่ห่างจากน้ำ การป้องกันน้ำท่วมคือการใช้เทคนิคต่างๆเพื่อป้องกันอาคารบ้านเรือนและโครง สร้างอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานต่างๆจากน้ำท่วม หรือเพื่อลดความเสียหายจากน้ำท่วม  ความรุนแรงของน้ำท่วมขึ้นอยู่กับจำนวนของตัวแปรต่างๆดังต่อไปนี้ ความลึกของน้ำระยะเวลาของการท่วม ความเร็วในการไหลของน้ำ อัตราการสูงขึ้นของระดับน้ำในแม่น้ำ ความถี่ของการเกิดน้ำท่วม และระยะเวลาการตกของฝน การป้องกันน้ำท่วมที่ได้ผลจะช่วยลดการซ่อมแซมแก้ไขต่างๆของอาคารบ้านเรือน หลังน้ำท่วม

การป้องกันน้ำท่วมสำหรับอาคารบ้านเรือน

การพิจารณาจุดอ่อนของอาคารขึ้นอยู่กับลักษณะของอาคารชนิดต่างๆ  รวมถึงความต้านทานต่อแรงดันน้ำ(แรงดันจากน้ำนิ่ง  แรงยกของน้ำและแรงดันจากการไหลของน้ำ) และการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อจมน้ำ(คุณภาพของปูน,พฤติกรรมของทรายและดิน เหนียวใต้ฐานราก)
อาคารสาธารณะที่ใช้สำหรับเป็นที่พักต้องยกระดับพื้นให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม สูงสุดซึ่งสามารถทำได้โดยก่อสร้างอาคารบนพื้นที่สูงหรือถมดินให้สูงขึ้น หรือสร้างอาคารโดยยกพื้นให้สูงขึ้น ในพื้นที่ที่น้ำไหลการกั้นกระสอบทรายก็อาจช่วยป้องกันตัวอาคารได้
การป้องกันน้ำท่วมสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน 
ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานจากน้ำท่วมอาจมีสาเหตุจากแรงดันน้ำโดยตรงจากการกัดเซาะ หรือจากทั้งสองสาเหตุรวมกัน
ความกว้างของช่องเปิดที่ไม่เพียงพอของแม่น้ำใต้สะพานจะทำให้ระดับน้ำเหนือ น้ำสูงขึ้น ท้องน้ำที่จุดเหนือน้ำและท้ายน้ำของสะพานจึงควรเสริมเครื่องป้องกันการกัด เซาะด้วยส่วนมากการป้องกันการกัดเซาะของท้องน้ำจะเสริมท้องน้ำด้วยอิฐ หิน หรือปลูกพืชคลุมดิน
ความเสียหายของระบบประปาคือการที่น้ำเข้าไปในท่อ ทำให้น้ำมีตะกอนและสารพิษปนเปื้อน ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการวางแนวท่อให้สูงกว่าระดับน้ำท่วม สำหรับระบบไฟฟ้า ระบบท่อต่างๆ และสายโทรศัพท์ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยหลักการเดียวกัน
     วิธีป้องกันความเสียหายจากน้ำไหลตามถนน
         น้ำท่วมที่มาจากรางน้ำที่ถนนหรือท่อระบายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนที่ลาดเอียง อาจจะไหลทะลุผ่านทรัพย์สินเข้าไปในทางถนนโล่งเข้าตัวอาคาร ทะลุผ่านที่ต่ำในท่อระบายน้ำหรือรางน้ำเหนือถนน น้ำอาจจะเปลี่ยนทิศทางอย่างเหมาะสมโดยกองถุงบรรจุทรายหรือแผ่นกระดาน หรือไม้หมอนทางรถไฟ อุปสรรคของน้ำนี้จะควบคุมทิศทางของน้ำให้ไกลจากทรัพย์สิน ดังนั้นป้องกันน้ำที่จะกัดกร่อนสวนและสนามหญ้า ถังน้ำไม่ลึก อุปสรรคก็จะป้องกันน้ำไม่ให้ไปถึงบ้าน ถุงทรายหรือ ฝายไม้แสดงในรูปที่ 1 ต้องถูกวางไว้ที่หัวมนและต้องมีความยาวเพียงพอที่จะเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลไป ตามถนน โดยจะมีน้ำบางส่วนเท่านั้นที่ผ่านฝายเข้ามา แต่น้ำส่วนที่ไหลแรงจะถูกตีกลับไปที่ถนน

     วิธีการใช้ถุงทรายเพื่อเปลี่ยนทางน้ำ
         ระดับของถุงทราย ที่ถูกวางอย่างเหมาะสมจะทำให้การไหลของน้ำไหลอ้อมทรัพย์สินแทนที่จะไหลผ่านทรัพย์สิน


วิธีใช้แผ่นไม้หรือใช้หมอนเพื่อกำหนดทิศทางการไหลของน้ำ
แผ่นไม้หรือไม้หมอนเมื่อวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมสามารถเปลี่ยนทิศทาง การ ไหลของน้ำได้  และให้ผลได้ดีกว่าการใช้ถุงทราย แต่ต้องใช้เวลาในการเตรียมและติดตั้งให้มากขึ้น แต่สามารถใช้คนเพียงแค่คนเดียวที่จะติดตั้งและถอนออกได้อย่างง่ายและรวดเร็ว


วิธีป้องกันบ้านและสิ่งก่อสร้างโดยมีพื้นคอนกรีต
         ป้องกันน้ำท่วมได้โดยฉาบด้วยปูนหรือกำแพงอิฐที่ทาด้วยสีชนิดพิเศษ น้ำจำนวนมากที่อยู่ระหว่างฐานรากกับนอกกำแพง สามารถซึมผ่านพื้นเข้ามาภายในกำแพงได้

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้
         1.  อัดรอยรั่วภายนอกบ้านทั้งหมด โดยใช้วัตถุกันน้ำทั่วไป
2.  ทำความสะอาดกำแพงและรอยรั่ว รูรั่วอาจจะเกิดมาจากการก่อสร้างๆ แล้วสิ่งสกปรกอาจจะกลับเข้าไปติดในรูรั่ว
3.  วิธีป้องกันกำแพงบ้านแบบชั่วคราว สามารถทำได้โดยหาแผ่นพลาสติกกันน้ำ หรือวัตถุที่คล้ายๆ กันมาวางไว้ข้างกำแพง และปกคลุมขอบล่างของมันด้วยดิน และเอาแผ่นนี้ออกหลังจากที่น้ำหายท่วมแล้ว เพื่อป้องกันการผุพังและเชื้อราที่จะขึ้นบนไม้




การป้องกันบ้านและอาคารที่มีพื้นเป็นไม้โครงสร้าง
        น้ำสามารถไหลซึมและขังนองในช่องว่างหรือใต้ถุนผ่านรอยแตกของฐานราก รูรั่วของท่อช่องระบายอากาศและหน้าต่าง นอกจากนั้นน้ำยังสามารถซึมผ่านระหว่างผนังบ้านและฐานรากอีกด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่ช่องว่างหรือห้องใต้ถุนเต็มไปด้วยน้ำ  น้ำจะเพิ่มระดับและไหลเข้าสู่สิ่งก่อสร้างผ่านพื้นและรอยต่อของผนังจน กระทั่งล้นและมีระดับเดียวกันกับน้ำภายนอก
ขั้นตอนการปฏิบัติ
         1.  อุดช่องระบายอากาศและหน้าต่างด้วย แผงกั้นน้ำ ช่องระบายอากาศนั้นต้องสร้างให้ได้ตามมาตรฐานงานก่อสร้าง เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้างและการผุเปื่อย  ดังนั้น แผงกั้นน้ำ ทุกชิ้นต้องสามารถถอดย้ายออกได้ หลังจากอันตรายจากน้ำท่วมได้พ้นผ่านไปแล้ว
2.  อุดรอยแตกร้าวของฐานรากและผนัง ด้วยคอนกรีตหรือวัตถุอื่นๆ ที่สามารถใช้อุดรอยแตกได้
3.  อุดรอยรั่วเล็กๆ รอบๆ ท่อด้วยคอนกรีต หรือสารประกอบที่ใช้อุดรูรั่วในเรือ กาวซิลิโคน
4.  อุดรอยต่อระหว่างผนังกับฐานรากด้วยสารประกอบที่ใช้อุดรูรั่ว




การทำแผงกั้นน้ำ เพื่อใช้อุดฐานราก ช่องระบายและหน้าต่าง
         1.  ใช้ไม้อัดขนาด   ?” สำหรับทำ แผงกั้นน้ำ  คัดไม้อัดให้เหลื่อมกับหน้าต่าง
2.  ติดแถบสักหลาด  หรือยาง ด้วยกาวกันน้ำ ให้เหลื่อมกับผิวของ แผงกั้นน้ำ ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายปะเก็นอุดรูรั่ว
3.  ยึด แผงกั้นน้ำ ให้เข้าที่อย่างแน่นหนาด้วยตะปู  ตะปูควงหรือสลักเกลียว
4.  ยึด แผงกั้นน้ำ เข้ากับกรอบไม้ด้วยตะปู
วิธีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าทางประตู
         วิธีที่ 1 :  ใช้ดินน้ำมัน  ดินปั้น  ดินเหนียวตามธรรมชาติหรือวัสดุอื่นๆ ที่สามารถอุดรอยแตกและรอยต่อรอบๆ ประตู ธรณีประตู และกรอบประตู วัสดุดังกล่าข้างต้นนั้นสามารถขูดออกได้อย่างสะดวก เมื่อน้ำท่วมได้บรรเทาลง
วิธีที่ 2 :  ใช้แผ่นพลาสติกหรือกระดาษกันน้ำที่ใช้ในงานก่อสร้าง
ข้อควรจำ 
- ทั้งวิธีที 1 และ 2  ข้างต้นนั้นมีข้อควรระวังคือ จะต้องทำการล็อคประตูจากด้านในเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการเปิดประตูและยัง ช่วยป้องกันการแตกของสารกันน้ำที่ใช้อุด
- แม้ว่าวัสดุที่กล่าวมาเช่น ดินน้ำมัน และดินปั้นจะใช้อุดรอยแตกรอบประตูและกรอบประตูได้ก็จริง แต่ก็มีอายุการใช้งานเพียงระยะเวลาสั้น


วิธีการใช้ แผงกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเข้าทางประตู
สามารถป้องกันน้ำที่จะไหลเข้าสู่ประตูทางเข้าได้ด้วยการติดตั้ง แผงกั้นน้ำ

การเตรียมพร้อมติดตั้งแผงกั้นน้ำ เข้ากับประตูทางเข้า-ออก
ในการติดตั้ง แผงกั้นน้ำ เข้ากับประตูทางเข้า-ออกนั้น ก็คล้ายคลึงกับการติดตั้งหน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศ ในกรณีพิเศษจะต้องใช้วัสดุทำเป็นประเก็นรอบๆ ขอบด้านล่างของแผ่นกระดาน เพื่อกันน้ำได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนการปฏิบัติ
1.  ใช้แผ่นกระดานหรือไม้อัดในการทำ แผงกั้นน้ำ ดังแสดงในหน้าตรงข้าม 
2.  ตัดแถบยางหรือสักหลาดให้เหลี่ยมกับผิวของไม้กระดานให้กว้างประมาณ 8  เซนติเมตร เพื่อทำเป็นประเก็นแล้วยึดติดกับด้านล่างของไม้กระดานด้วยกาวกันน้ำ
3.  อุดด้านล่างของธรณีประตู รอยแตก และรอยต่อ กรอบประตู โดยปกติแล้ว แผงกั้นน้ำ จะไม่แนบสนิทกับประตูเลยทีเดียว  ใช้สารอุดรอยต่อที่คุณภาพสูงจะทำให้มีระยะเวลาการใช้งานนานหลายปี  ก็จะทำให้ไม่ต้องซ่อมแซมหรือซ่อมแซมเพียงเล็กๆ น้อยๆ
4.  หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายฉากประตู  ก็ใช้สลักเกลียวหรือตะปูควงพร้อมด้วยแหวนรองสลักเกลียวยึดติดเข้ากับเสาด้าน ข้างประตูทั้งสองข้าง
การเตรียมการกันน้ำสำหรับประตูโรงเก็บรถ
1.  ใช้ไม้อัดที่มีความหนาที่เหมาะสมประมาณ 25 มม. สำหรับใช้อุดประตูตัดด้านล่างของ แผงกั้นน้ำ ให้พอดีกับผิวของถนนเพื่อป้องกันน้ำด้านล่าง
2.  สำหรับประตูบานพับ ใช้ แผงกั้นน้ำ แยกกันอุดด้านข้าง และตรงกลางของประตู โดยติดในแนวดิ่งให้สูงกว่า แผงกั้นน้ำ ที่อุดอยู่ด้านล่าง
3.  อุดรอบๆ บานพับด้วยดินน้ำมันหรือกาวจนมั่นใจว่าไม่มีการรั่วซึมอย่างแน่นอน



การควบคุมการชะล้างพังทลายของเนินดิน
1.  นำน้ำออกจากดิน
น้ำไหลตามธรรมชาติ
-   ขุดคูน้ำเล็กๆ ให้รอบขอบบนของพื้นที่ ควรขุดขณะดินมีความชื้นสูงจะทำให้ขุดได้ง่าย  โดยให้มีความเอียงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำสามารถไหลได้ช้าๆ และขุดให้ปลายของคูน้ำ เชื่อมต่อกับทางระบายน้ำ
น้ำจากน้ำฝน
-  ขุดคูน้ำเล็กๆ ในส่วนบนเนินดินนั้นไม่ควรขุดให้น้ำไหลมารวมกันทางเดียว  ซึ่งจะทำ ให้ดินอ่อนแอและง่ายต่อการชะล้างพังทลาย เราสามารถเพิ่มความมั่นคงของดินได้คือ ใช้แผ่นพลาสติกราคาถูก ปูบนดินนั้น แผ่นพลาสติกจะทำหน้าที่คล้ายกรวด ทำให้น้ำ ส่วนใหญ่ไม่สามารถไหลลงสู่ดินนั้นได้ หรืออาจจะปลูกต้นไม้ทำเป็นรั่วก็ได้เพียงแค่ ตัดพลาสติกให้พอดีกับขนาดของหลุมต้นไม้ ก็จะเป็นการช่วยสร้างความมั่นคงแก่ดิน
2.  ทำให้น้ำไหลช้าลง
เมื่อดินเกิดการชะล้าง เราสามารถควบคุมได้โดยการใช้กรวดหรือไม้แผ่นเล็กๆ มาทำหน้าที่คล้ายเขื่อนทำได้ง่ายๆ โดยการโรยกรวด หรือวางแผ่นไม้ข้ามส่วนที่เป็นลำธารเล็กๆ ซึ่งกรวดและแผ่นไม้จะทำหน้าที่เหมือนเขื่อนกันน้ำๆไว้ หากต้องการเพิ่มความมั่นคงยิ่งขึ้น ก็ควรฝังกรวดหรือแผ่นไม้ให้ลึกๆ บนเนินที่มีความชันมากๆ แนะนำให้สร้างคูน้ำเป็นระยะห่างเป็นช่วงๆ และควรดูระดับความสูงของพื้นที่และสามารถปล่อยน้ำให้ไหลเข้าสู่ทางระบายน้ำ


3.  เพิ่มความแข็งแรงของดินเพื่อป้องกันการพังทลาย

ฟางหรือเศษไม้ก็ส่งผลต่อความมั่นคงในดินได้ และยังมีส่วนช่วยเพิ่มสารอินทรีย์ในดิน ใช้เศษไม้ปกคลุมดินด้วยความหนาประมาณ 3 เซนติเมตรหรือใช้ฟางปกคลุมดินด้วยความหนาประมาณ 30 เซนติเมตร จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินอีกด้วย คือ เพิ่มก๊าซไนไตรเจน
4.  ปลูกพืชคลุมดิน
วิธีนี้เกี่ยวข้องกับวิธีการข้างต้น  ควรปลูกพืชก่อนฤดูแล้ง หญ้าที่ทนแล้งหรือปลูกพืชทนแล้งชนิดอื่นปกคลุม

เอาใจช่วยเพื่อนทุกคนนะคะ เหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นในเวลาที่เราไมอาจหาข้อมูลเหล่านี้ได้ การหาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน เวลาฉุกเฉิน เราจะแก้ปัญหาได้ดี ถ้าเรามีสติค่ะ

บทความจาก : หน่วยวิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศัพท์ 053-942010

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อันตราย...จากยาลดความอ้วน

        ผลเสียของความอ้วน คือหนทางนำไปสู่โรคร้ายนานาชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคร้ายอย่างมะเร็ง เป็นต้น โดยเฉพาะคุณผู้หญิง ซึ่งนอกจากโรคร้ายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังเกี่ยวเนื่องกับ ความสวยความงามอีกด้วย

อันตราย...จากยาลดความอ้วน
ดังนั้น เมื่อคนส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน จึงต้องการลดน้ำหนักส่วนเกินด้วยกันทั้งสิ้น ต่างแสวงหาวิธีการต่างๆ นานา ที่จะทำให้น้ำหนักส่วนเกินนั้นหายไป หรือหากเป็นไปได้ไ ม่ต้องทำอะไรมาก แค่กินยาอย่างเดียว เจ้าไขมันส่วนเกินก็หายไปในบัดดล หรือจะด้วยวิธีใดก็ตามที่ไม่ต้อเสียเหงื่อ ออกแรงมาก ก็สามารถกำจัดเจ้าไขมันเหล่านี้ออกไปจากร่างกายได้ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายคน มองข้ามอันตราย ที่จะเกิดกับสุขภาพของตนเองไป  การใช้ยาลดความอ้วนดูเหมือนจะเป็นวิธีที่นิยมมาก ในกลุ่มคนเจ้าเนื้อทั้งหลาย แต่ทราบหรือไม่ว่า ยาลดความอ้วนที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดนั้น  ส่วนใหญ่เป็นตัวยาที่อยู่ในกลุ่มที่ช่วยลดความอยากอาหาร   หรือทำให้เบื่ออาหารเท่านั้น  ที่สำคัญยาในกลุ่มนี้  จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี   เพราะหลังจากที่คุณรับประทานยานี้แล้ว  จะทำให้นอนไม่หลับ ปากแห้ง  กระหายน้ำ  หงุดหงิด  คลื่นไส้  อาเจียน  เวียนศีรษะ  และเมื่อใช้ยาไประยะหนึ่งจะเกิดภาวะดื้อยา ทำให้ต้องเพิ่มขนาดของยามากขึ้น และอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้  ดังนั้น การใช้ยาประเภทนี้ จึงต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์ อย่างใกล้ชิดเท่านั้น  และเมื่อคุณหยุดใช้ยาส่วนใหญ่ จะกลับมามีน้ำหนักเท่าเดิม หรือเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
 ก่อนหน้ามียาคู่แฝดมหัสจรรย์ซึ่งเคยได้รับอนุญาติให้สามารถจำหน่ายได้ แต่ปัจจุบันถูกระงับใช้ ไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ ยาเฟน-เฟน (Fen-Phen) ซึ่งหมายถึง เฟนฟลูรามีน (Fenfluramine) กับ เฟนเทอร์มีน (Phentermine) อันเป็นยายอดฮิตในการลดความอ้วน ความเสี่ยงของยาเฟนฟลูรามีนนี้ อาจทำให้ผู้รับประทานเกิดภาวะควมดันโลหิตสูงในหลอดเลือดส่งไปยังปอด ทำให้เลือดดำเปลี่ยนเป็น เลือดแดงที่ปอดไม่ได้ ร่างกายก็จะขาดออกซิเจน มีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่เต็มอิ่ม เจ็บปวดที่หน้าอก เป็นลมง่าย บางครั้งเลือดไหลเวียนไม่ดีมีอาการบวมที่ขาด้วย และหากท่านใช้ เฟนฟลูรามีน ควบคู่กับ เฟนเทอร์มีน จะพบว่าทำให้ลิ้นหัวใจผิดปกติ ไม่สามารถปิดสนิท อันนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้
 นอกจากตัวยาที่กล่าวแล้วข้างต้น  การใช้ยาระบาย  ยาขับปีสสาวะและสมุนไพรต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมเช่นกัน แต่ผู้ใช้ก็ต้องระวัง เนื่องจากตัวยาเหล่านี้ มีคุณสมบัติเป็นยาถ่ายอย่างแรง มีผลให้ร่างกายขับถ่ายน้ำออกไปเท่านั้น โดยที่ ไม่ได้ละลายไขมันออกมาเลย และหากใช้ยาระบายติดต่อกันเป็นประจำ จะส่งผลให้ลำไส้บีบตัวเองไม่เป็น ในที่สุดก็เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรัง นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่บางอย่างมากเกินไป โดยเฉพาะโปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการเต้นของหัวใจ เกิดความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ หรืออาจจะหยุดเต้นได้
 ทางที่ดีที่สุดของการลดความอ้วนให้ปลอกดภัย  ควรเริ่มจากตัวคุณเอง  เริ่มฝึกตัวเองให้มีบริโภคนิสัยที่ดี  หลีกเลี่ยงอาหารที่มไขมันและให้พลังงานสูง บริโภคผักและผลไม้เป็นประจำ หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ หากคุณปฎิบัติได้ตามนี้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาขนานใด เพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินเลยก็ได้ ...

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

คุยกับลูกวัยรุ่น...ไม่วุ่นอย่างที่คิด

อืม...ในฐานะที่ตัวจันทร์เจ้าเองเป็นวัยรุ่นน่ะ ค่ะ ก็มีเรื่องมาฝากบรรดา พ่อ,แม่ที่ยังคงไม่เข้าใจในความคิดของบรรดาลูก ทั้งลูกหญิงและลูกชายทั้งหลายแหล่ ทั้งเรื่องความคิดของ เรื่องสังคม รวมถึงเรื่องเล็กน้อย เช่น การมีสไตล์ การคบเพื่อน (อันนี้ พ่อ,แม่จะห่วงมากเป็นพิเศษ) จึงอยากไห้เข้าใจใหม่ว่า เรื่องทั้งหมด เราแก้ใขได้ค่ะ ก็...ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อแม่ของวัยรุ่นจะเจออาการประเภทกระแทกเท้า และ ประตูห้องนอนดัง ปั้งงงงง... ถามคำตอบคำ หรือถอนหายใจหนักๆตลอดเวลาที่คุยด้วย  เทคนิคการคุยกับลูกวัยรุ่นนั้น จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่คนเป็นพ่อแม่ทุกคนจะต้องรู้และเข้าใจสิ่งที่ลูกเป็นเพื่อไห้ลูกก้าวสู่บรรไดอีกขั้นของชีวิตได้อย่างถูกต้อง

คุยกับวัยรุ่น..ไม่วุ่นอย่างที่คิด
 1.เข้าใจ และยอมรับ วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง พ่อแม่จึงควรเข้าใจและหาทางรับมือกัพฤติกรรมต่างๆอย่างเหมาะสม เช่น วิธีการจู้จี้ ขี้บ่นหรือเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของเขา ถ้าหากไม่ใช่เรื่องไหญ่ก็อาจทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บ้างแต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกินขอบเขต ก็ต้องจัดการไห้ชัดเจน เช่นหากลูกหนีโรงเรียน ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือ ดุด่า ว่าเกินกว่าเหตุ แต่ควรจะค่อยๆพูดคุยกับลูกอย่าง
เป็นเหตุเป็นผล เพื่อไห้ทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียน โดยอาจขอความร่วมมือจากครูที่ปรึกษาอีกทางหนึ่ง
2.สอนให้น้อยฟังให้มาก การพูดคุยกันอย่างเปิดเผยจะทำไห้พ่อแม่เข้าใจและเข้าถึงโลกของวัยรุ่นได้และทุกครั้งที่คุยกับลูก ให้ทิ้งประเด้นไว้เสมอว่า "ถ้าลูกมีปัญหาอะไรบอกพ่อแม้ใด่น่ะ"และเมื่อลูกบอกควรจะฟังให้้มากๆแล้วสอนไห้น้อยลงและฝึกให้ลูกใช้ความคิดกับตัวเองไห้มากขึ้น จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่าสำหรับเด็กสมัยนี้
3.ท่าทีของพ่อแม่ ควรมีท่าทีที่ตั้งใจฟังและสดงออกถึงความปราถนาดีต่อลูกยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างแทนการปฏิเสธที่มีเหตุผลของลูก ในขณะเดียวกันหากเห็นว่าลูกยังคิดไม่รอบคอบ หรือคิดต่างไปก็ควรแสดงเหตุผลมุมมองที่แตกต่างนั้น
4.ชื่นชมชื่นใจ เด็กวัยนี้ต้องการความเชื่อถือจากพ่อแม่ สิ่งที่น่าจะไห้กับลูกคือคำพูดหรือท่าทีแสดงไห้รู้ว่า "ลูกคือคนที่พ่อแม่เชื่อใจ ถึงเวลาแล้วลูกจะมีความรับผิดชอบเองได้"โดยอาจเริ่มจากคำชมเล็กๆน้อยๆและสอนให้ลูกรู้จักความภาคภูมิใจในความดีของตนเองด้วยต่อไปลูกจะเรียนรู้ที่จะเห็นคุนค่าของตนเอง
5.เลี่ยงคำว่า"ทำไม"ไม่ควรตั้งคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า"ทำไม"เพราะลูกจำพยายามหาเหตุผลที่เข้าข้างตนเองเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เค้าคิดนั้นถูกต้องแล้ว ซึ่งเท่ากับเป็นการสอนให้เถียงแบบค้างๆคูๆแต่ควรเปลี่ยนคำภามเป็นคำถามปลายเปิดว่า"อะไร"หรือ"อย่างไร"จะช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนมุมมองขของลูกได้ดีกว่าส่งเสริมการแก้ใขปรับปรุงได้มากกว่า เช่น พอจะบอกได้ไหมว่าลูกทำแบบนั้นเพราะอะรัย เกิดอะไรขึ้นไหนลองเล่าให้พ่อแม่ฟังหน่อยสิ..
6.ติเพื่อก่อ อย่าด่วนตำหนิ ก่อนที่ลูกจะพูดจบควรให้โอกาสลูกใด้อธิบาย ซึ่งหากทำผิดจริงก็ควรจะตำหนิที่พฤติกรรมดีกว่าตำหนิที่ตัวตนว่า ลูกเป็นเด็กไม่ดี และไม่ควรพูดอบรมสั่งสอนมากเกินไป เพราะไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความสำพันธ์ระหว่างกัน แต่การพูดคุยในลักษณะนี้ซ้ำๆเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยมากขึ้น


วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ตำนานพระจันทร์

       
Hello.  Umm!!
สวัสดีค่ะ  วันนี้มีเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าของบล็อกมาฝากค่ะ อิอิ^^!   นั่นก็คือชื่อของ จันทร์เจ้าเองค่ะ พอดีว่าอัปเดตบทความครั้งนี้เป็นครั้งที่ สิบเอ็ด เป็นเลขสำคัญของชีวิตน้อยๆของผู้หญิงคนนี้เลยอยากเอาเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองมาฝากกันค่ะ  ฮ่าๆนั่นก็คือตำนานพระจันทร์  เป็นนิทานเรื่องนึงที่เกี่ยวกับความรักที่ไม่มีวันได้เจอกัน  ฮือๆT__T ถึงเนื้อเรื่องจะดูเศร้าแต่กร้อไช่ว่าความรักนั้นจะต้องพรากจากกันตลอดนะค่ะ...

 
นิทาน ตำนานพระจันทร์


.......นานมาแล้ว..สมัยที่โลกยังมีพระจันทร์ 2 ดวง                          
มีดวงจันทร์ดวงหนึ่งเป็นผู้หญิง
กับอีกดวงหนึ่งเป็นผู้ชาย

และดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้ ต่างก็รักกันมาก
ดวงจันทร์ทั้งสองไม่เคยแยกห่างจากกัน
                                    
ทุกๆ คืนเมื่อมองไปบนฟ้า
จะเห็นดวงจันทร์ทั้งคู่ อยู่เคียงข้างกันเสมอ

แต่แล้ววันหนึ่ง
ดวงจันทร์ผู้หญิงได้ไปพบกับดวงอาทิตย์
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงหลงใหลในแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์
จนเลื่อนตัวตามดวงอาทิตย์ไปทีละน้อย ทีละน้อย
และก็แยกมาจากดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งในที่สุด
เมื่อค่ำคืนมาถึง

จึงมีดวงจันทร์ผู้ชายเหลืออยู่ เพียงดวงเดียว
ส่วนดวงจันทร์ผู้ชายก็ได้แต่ตามหา ดวงจันทร์ผู้หญิงไปทุกหนทุกแห่ง
คืนแล้วคืนเล่า วันเวลาล่วงผ่านไป

แต่ดวงจันทร์ผู้ชายก็ไม่สามารถหาดวงจันทร์ผู้หญิงได้พบ
ด้วยความคิดถึง และอยากพบดวงจันทร์ผู้หญิงให้เร็วที่สุด
ทำให้ดวงจันทร์ผู้ชายคิดว่า

"หากเรามัวแต่ตามหาอยู่อย่างนี้ คงไม่ได้เจอแน่ๆ"
จึงตัดสินใจ.. ระเบิดตัวเอง เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไปทั่วทั้งจักรวาล
เพื่อให้ชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ออกตามหาดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งนั้น

 เมื่อเวลาผ่านไป
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิง ได้เห็นถึงความจริงว่า
แม้ดวงอาทิตย์จะส่องแสงเจิดจ้า สวยงามสักปานใด
แต่ดวงอาทิตย์ก็มิได้ส่องแสงเจิดจ้า แต่เพียงเธอเท่านั้น
ยังส่องแสงไปยังดาวดวงอื่นๆ อีกมากมาย

ดวงจันทร์ผู้หญิงจึงกลับมาหาดวงจันทร์ผู้ชายอีกครั้ง
แต่หาเท่าไรก็หาดวงจันทร์ผู้ชายไม่พบ
ต่อมาจึงได้รู้ว่า ดวงจันทร์ผู้ชายยอมระเบิดตัวเอง เพียงเพื่อตามหาตน
จนกระจัดกระจายเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ
ทำให้ดวงจันทร์ผู้หญิงรู้ว่าไม่มีวันที่จะได้เจอ
กับดวงจันทร์ผู้ชายอีกต่อไปแล้ว

จึงได้แต่โศกเศร้า และเสียใจ
แต่ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ดวงจันทร์ผู้ชาย มีต่อดวงจันทร์ผู้หญิง
ทุกค่ำคืนจึงพยายามเปล่งประกายแสง
ที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตน
ส่งให้ถึงดวงจันทร์ผู้หญิง
เกิดเป็นแสงพร่างพรายเต็มท้องฟ้า เคียงข้างดวงจันทร์

จนเกิดเป็นดวงจันทร์และดวงดาว ให้เราเห็นจนถึงทุกวันนี้
หากเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
วันไหนที่เห็นจันทร์สวยสด

วันนั้น คุณก็จะไม่เห็นดาวดวงเล็กดวงน้อยส่องแสง
หรือ วันใดคุณเห็นดาวเปล่งประกายเต็มฟ้ามืด
วันนั้น คุณก็จะไม่พบดวงจันทร์
(.....เขาและเธอ ไม่อาจพบกันตลอดกาล..)



T___T…..เศร้าจังเลยน่ะค่ะ  นี่แหละค่ะ นิทานดีดีๆ ก็อยากเอามาแบ่งปันกันไห้รับรู้


            ปล.ขอไห้มีความสุขกับความรักน่ะค่ะ  ^^

การ์ตูนตลก

วันนี้เจ้าของ blog เอาความสนุกมาฝากค่ะ เพลินๆ เหมาะสำหรับคนรักการ์ตูนตลกๆ































สาเหตุและวิธีแก้ใขผิวแตกลาย

ปัญหาผิว......แตกลาย อย่าปล่อยให้สายเกินกว่าจะแก้ใข   
 ผิวลาย หรือ รอยแตกลาย สาว ๆ หลายคนคงร้องยี้แล้วเบือนหน้าหนี ก็จะมีใครบ้างละคะ ที่อยากจะให้ริ้วรอยพวกนี้ปรากฏขึ้นบนเรือนร่างไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ๆ ก็ตาม แต่เคราะห์ร้ายของสาว ๆ มักอยู่ที่ว่า กว่าที่เราจะฉุกคิดถึงมัน เจ้าผิวแตกลายพวกนี้ก็มาปรากฎให้เห็นเสียแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการไม่ชะล่าใจ เรามาหาวิธีดูแลผิวพรรณเพื่อป้องกันอาการแตกลายนี้กันดีกว่าค่ะ แต่ว่าก่อนอื่น เราไปรู้จักกันก่อนดีกว่า ว่าอาการ "ผิวลาย" ที่ว่านี้ความจริงแล้วคืออะไร และเกิดมาจากสาเหตุใด
"ผิวลาย" คืออะไร
        ผิวลาย คือ อาการที่คอลลาเจนซึ่งคอยให้ความยืดหยุ่นแก่ผิวหนังถูกทำลาย จากการยืดขยายที่มากเกินไป เมื่อคอลลาเจนไม่สามารถรับแรงขยายนั้นได้ จึงเกิดริ้วรอยขึ้น อันเป็นที่มาของรอยแตกลายหรือผิวลายนั่นเอง
 "ผิวลาย" เกิดจากสาเหตุใดบ้าง
        สำหรับบุคคลที่มีโอกาสเกิดผิวลายได้ง่ายที่เรารู้กันดีก็คือหญิงมีครรภ์ เนื่องจากขนาดครรภ์ที่ขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังที่หน้าท้องรองรับการขยายนั้นไม่ทันจึงเกิดริ้วรอยแตกลายขึ้นดังกล่าว นอกจากนี้กลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มก็คือคนที่มีรูปร่างตุ้ยนุ้ย อันเกิดจากเหตุผลประการเดียวกัน ส่วนคนที่น้ำหนักเพิ่มหรือลดอย่างกระทันหันก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการเกิดผิวแตกลายด้วย เนื่องจากผิวหนังมีการยืดหดเร็วเกินไปนั่นเอง นอกจากนี้คนที่ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน อย่างเช่น ใช้ยาทาไฮโดรคอติซอนนานติดต่อกันหลายสัปดาห์ หรือทานยาคอติโคสเตียรอยด์ติดต่อกันหลายเดือน ก็จะทำให้เกิดอาการผิวลายได้เช่นเดียวกันค่ะ
"ผิวลาย" มักเกิดขึ้นบริเวณไหน และมีลักษณะอย่างไร
       บริเวณที่มักเกิดผิวลายได้ง่ายอยู่ที่ ทรวงอก, ต้นขา, สะโพก และบั้นท้าย ในขั้นแรกปรากฏให้เห็นเป็นริ้วจาง ๆ สีออกม่วงหรือแดง และจะลึกขึ้นจนมีลักษณะเป็นริ้วสีขาว เมื่อลูบดูจะรู้สึกขรุขระเป็นคลื่น
 ป้องกันผิวจากการแตกลายได้อย่างไร

โลชั่นทั่วไปแก้ผิวแตก

หัวใจสำคัญที่สุดของการป้องกันผิวแตกลาย ก็คือการดูแลรักษา และบำรุงผิวของเรานั่นเอง ถ้าอย่างนั้นไปดูกันดีกว่าค่ะ ว่าเราจะต้องดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง
1. ทานอาหารที่มีสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว
ปรตีน เป็นสารอาหารชั้นเลิศสำหรับการดูแลผิวของเรา นอกจากนี้กาารดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ก็จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว ซึ่งช่วยป้องกันอาการแตกลายได้ และหากเป็นไปได้ควรลดหรืองดเครื่องดื่มจำพวก ชา, กาแฟ และโซดาค่ะ
2. ขัดผิว
การขัดหรือสครับผิว เป็นการขัดเอาผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้วออก กระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และผิวหนังรับความชุ่มชื้นได้ดีขึ้นอีกด้วย
3. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ
      ครีมบำรุงผิวหรือมอยเจอไรเซอร์เป็นตัวช่วยที่ดีอีกตัวในการป้องกันผิวจากริ้วรอยแตกลาย โดยเฉพาะในคุณแม่ที่กำลังมีน้อง การเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเพียงพอจะเสริมความแข็งแรงให้กับคอลลาเจนอีลาสตินที่ผิวหนัง ทำให้เจ้าตัวคอลลาเจนรองรับแรงยืดขยายได้ ไม่เกิดอาการฉีกขาดซึ่งเป็นสาเหตุของผิวลาย ทั้งนี้ตรวจเช็คดูด้วยนะคะว่าครีมบำรุงผิวหรือโลชั่นที่คุณเลือก ใช้ มีส่วนประกอบอย่างวิตามินซี, วิตามินอี, โกโก้บัตเตอร์, น้ำมันจากนกอีมู, น้ำมันสกัดจากจมูกข้าวสาลี, น้ำมันสกัดจากเมล็ดอัลมอนด์ และขี้ผึ้งลาโนลินอันได้จากขนแกะหรือไม่ เพราะสารเหล่านี้ล้วนแต่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวพรรณทั้งนั้นเลยค่ะ บำรุงผิวบริเวณที่เสี่ยงต่อการแตกลายวันละสองครั้ง จะช่วยป้องกันอาการผิวลายได้     รอยแตกลายนี้หากเกิดขึ้นแล้วจะไม่หายไป แม้ผิวหนังจะหดกลับเข้าสู่สภาพเดิมแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เกิดผิวแตกลายที่บริเวณใด ๆ บนเรือนร่างคือการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอค่ะ สาว ๆ คนไหนที่ไม่ค่อยจะทาครีมบำรุงผิว ก็อย่าลืมหันใส่ใจสักนิดนะคะ เพื่อจะได้มีผิวสวยอยู่กับเราไปนาน ๆ

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์ของน้ำทับทิม

ประโยชน์ของน้ำทับทิม
ทุกท่านคงเคยเห็นลูกทับทิมกันแล้ว เป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) และมีแถบอินเดียตอนเหนือบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในเมืองไทย ทับทิมดูจะเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นิยมนำไปถวายแด่พระแม่กวนอิม ในประวัติศาสตร์พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย โดยมีการใช้ทับทิมเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ ถือว่าเป็นผลไม้จากสวรรค์หรือเป็นของขวัญจากพระเจ้า ทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณ ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซี่ยม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และ ระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
* การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
* การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
* สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย
* ขจัดไขมันส่วนเกิด
* เป็นยาบำรุงกำลัง
* ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
* ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
* ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
* การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน
* สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
* ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
* ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
* ทำให้ผิวหน้าสวย
การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านนอนุมูลอิสระหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงมาก ด้วยความสามารถที่สูงของสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิม มีผลถึงกับมีงานวิจัยที่มีคุณประโยชน์โดยตรงหลาย อย่างไม่ใช่การคาดคะเนอ้อมๆกันอีกต่อไป งานวิจัยแรกพบว่าสารจากน้ำทับทิม สามารถลดภาวะการแข็งตัวของเส้นเลือด จากไขมันในเลือดสูงได้ โดยทำให้การแข็งตัวหรือการสะสมไขมันในเส้นเลือดหนู และในคนด้วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางการแพทย์ ยังมีอีกรายงานที่พบว่าไม่เพียงแต่ลดการสะสมไขมันในตัวเส้นลือด แต่ยังทำให้เส้นเลือด ที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้วซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ผลงานวิจัยดังกล่าวนี้เป็นรายงานใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ที่เชื่อถือได้ และจากการทดลองในผู้ป่วยน้ำทับทิมมีคุณสมบัติ ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อยอีกด้วย คือลดได้ประมาณ 5% ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ซึ่งทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์ อย่างไรก็ตามถ้าเราไม่ต้องการผลนี้ก็ไม่จำเป็นต้องทานมากขนาดนั้น สารต้านอนุมูลอิสระในทับทิม ยังบำรุงตับ โดยมีรายงานการให้สารจากทับทิมในหนูทดลองก่อนที่จะให้สารพิษคาร์บอนเตตราคลอไรด์ต่อตับ พบว่าหนุที่ได้รับสารจากทับทิมมีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้จริง (Hepatoprotectiv effect) ยังมีงานวิจัย ด้วยน้ำทับทิม ทั้งในรูปน้ำสดและผ่านการหมักต่อเซลล์มะเร็งหน้าอกของคน (Human breast cell) พบว่ามีฤทธิ์ในการ ยับยั้งของเซลล์มะเร็งได้จริงอีกด้วย

ในประเทศญี่ปุ่นมีรายการแนะนำทับทิมทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ว่า ทับทิมมีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลัง เพิ่มความงาม และประโยชน์อื่นอีกมากมาย ทำให้ทับทิมเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง สภาพตลาดทับทิมระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน ได้มีการค้นคว้าและแปรรูปทับทิมมากมายจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น ในประเทศเยอรมันมี นอกจาก จะมีการผลิตสินค้าจากน้ำทับทิมเข้มข้นแล้ว ยังได้นำเมล็ด ใบ และดอก มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด น้ำทับทิมจึงเป็นน้ำผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ และเป็นของที่มาจากธรรมชาติ นับเป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่มีผลบำรุงร่างกายที่แท้จริง
..............หันมาดูแลตัวเองดีกว่าค่ะ...............